Categories

เมื่อคืนนี้บอยได้มีโอกาสเปิดไปดูรายการ "เจาะใจ" เขาได้เชิญ นางสาวพรทิพย์ ปานอินทร์ หรือ "เล็ก" อดีตบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้สัมภาษณ์ในรายการ

สาวเก่งคนนี้ เธอเกิดและเติบโตที่ชุมชนคลองเตย พื้นที่ที่คนจากสังคมภายนอกมองว่าเป็นสลัม คุณภาพชีวิตต่ำ ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งเป็นแหล่งมั่วสุมของยาเสพติด แต่เธอก็พิสูจน์แล้วว่าหากมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ใช้โอกาสทางการศึกษาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดก็สามารถประสบความสำเร็จได้ และนี่ก็คืออีก 1 ตัวอย่างที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง สามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง (ถ้าอยากทราบเรื่องราวของเธออย่างละเอียด ก็ค้นหากันเอาเองนะจ๊ะ)

แต่สิ่งที่สะกิดใจบอยจนเป็นเหตุให้นำมาเขียนเป็นเอนทรี่ในคราวนี้ก็คือ คำสอนจากแม่ของเธอที่ได้กล่าวไว้ว่า "จะทำอะไรอย่าเดี๋ยว เพราะถ้าหากมัวแต่เดี๋ยว แล้วคนอื่นเขาทำไปก่อน เราก็จะทำอีกไม่ได้" ซึ่งนี้เป็นถือเป็นคำคมที่ดีมาก ๆ และบอยก็ได้เคยพิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้ว กับทุก ๆ ครั้งที่พูดคำว่าเดี๋ยว แล้วมันก็เดี๋ยวจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นก็ไม่เคยทำในสิ่งที่พูดว่าเดี๋ยวให้สำเร็จขึ้นมาได้เลย และในบางครั้งก็มีคนคิดเหมือน ๆ กัน แล้วเขาก็ทำสำเร็จไปก่อนหน้าเรา เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่อยากทำขึ้นมาอีก เพราะมันไม่แตกต่าง มันจะกลายเป็นการลอกเลียนแบบ และถ้าหากทำแล้วไม่ดีกว่า ก็จะขายหน้ากันไปอีก ตัวอย่างเช่น บอยจะเขียนเอนทรี่สอนวิธีการแก้ไขปัญหา กกก ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่บูมสุด ๆ แล้ว แต่ดันไปพบกับนาย ข ซึ่งได้เขียนเรื่องวิธีการแก้ไขปัญหา กกก ไปแล้ว แถมรู้ชัดแจ้งกว่าบอยอีก บอยจะเขียนอีกก็ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เหนื่อยเปล่า แถมขายขี้หน้าอีก... ดังนี้เป็นต้น

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีผู้ที่กล่าวในทำนองเดียวกันนี้ว่า

 

พระพุทธเจ้า : วันคืนล่วงไปบัดนี้ ท่านทำอะไรอยู่...

ขงจื้อ : เมื่อเห็นอะไรดี อะไรถูก อะไรสมควร อะไรที่เป็นประโยชน์ จงรีบทำสิ่งนั้นโดยทันที...

มุสโสสินี : คนที่ไม่ทำอะไรเลย คือคนตาย...

ไดคัลล์ : ทำเสียเดี๋ยวนี้ วินาทีข้างหน้าอาจไม่ได้ทำ...

 

จนบัดนี้แล้ว ท่านเชื่อกระผมหรือยังว่า "ช้า ๆ ไม่ได้พร้าเล่มงามเสมอไป" แต่ถึงอย่างไร "ทำช้า ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ" พี่มอส เขาว่าอย่างงั้น "มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา" (แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ นางสาวพรทิพย์ ตอนเปิดเรื่องหงะ ง๊งงง อีกแล้ว)

เอาเป็นว่าจุดมุ่งหมายที่บอยจะบอกก็คือ เล็ก ถึงแม้เธอจะไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย แต่เธอก็ยังโชคดีที่ได้รับโอกาสจากมูลนิธิดวงประทีปที่มอบทุนการศึกษาให้เธอได้เรียนต่อระดับปริญญาตรี และเธอก็ได้ใช้โอกาสที่มีอย่างรู้คุณค่า นั่นก็คือเธอไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปกับสิ่งเลวร้ายในสังคมเธอ เธอรู้ว่าพ่อแม่ของเธอไม่ได้สุขสบาย เธอก็มุมานะเรียนให้จบในระดับสูง ๆ เพื่อที่เธอจะได้มีชีวิตที่ดี จะได้แบ่งเบาภาระครอบครัวด้วยหน้าที่การงานที่ดี (เป็นไง มีสรุปให้ด้วย) และนี่ก็คือบทเรียนชีวิตหนึ่ง ที่เราควรเอาเป็นแบบอย่าง ว่า... ในการทำอะไรจะต้องมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และต้องทำเสียเดี๋ยวนี้ มันถึงจะประสบความสำเร็จ พอกันทีกับคำว่าเดี๋ยวค่อยทำ (เตือนตัวเองเป็นนัย ๆ ด้วยนะเนี่ย)

ในที่สุดบอยก็อ่านจบจนได้ กับหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (ก็ไปซื้อที่คาร์ฟูร์บางปะกอก ตอนที่รอเพื่อนรุ่นพี่ไปเที่ยวงานเทคโนโลยีนั่นแหละ) หนังสือนี้มีชื่อว่า "ถอด..รหัส...สามก๊ก 5..." บัญชาการปลายปากกาโดย (ใช้ศัพท์ให้มันยุ่งยากทำไมฟะเรา) "พระมหาบุญนาน อกิญจโน"

ต้องบอกเลยนะว่าที่อ่านจบเป็นเพราะ พระมหาบุญนาน เขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านสบาย ทำให้สนุกกับการอ่านไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟัง พระมหาบุญนาน เทศอยู่นั่นแหละ เพราะเรื่องราวค่อนข้างหลากหลาย เล่าถึงเหตุการณ์สามก๊กอยู่ดี ๆ ก็โยงเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันในไทย มีการเปรียบเปรย สอดแทรกมุข แถมมีกลอนสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีก และอีกอย่างก็คือ ธรรมะคติสอนใจอันเป็นประโยชน์ อ่านแล้วไม่ทำให้รู้สึกเครียดเลย

หรืออาจเป็นเพราะการนำเสนอในเรื่องราวของสามก๊กด้วยหละมั้ง ที่ทำให้เราชอบใจเป็นหนักหนา แต่การถอดรหัสก็ดูจะขัดหัวในหลาย ๆ บทอยู่เหมือนกัน ซึ่งอดไม่ได้ที่ต้องขอนำมาพูดด้วย เช่นเรื่องที่กำลังจะกล่าวถึงผู้นำที่ตายน้ำตื่น แล้วก็ถอดรหัสไปได้ 2-3 หน้า ส่วนที่เหลือก็นำไปเชื่อมโยงกับคนที่หลอกลวงมีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนกับหมาจิ้งจอกได้ยังไงไม่รู้ (ง๊งงง หรือเพราะเราเข้าไม่ถึง) แต่ก็ช่างเถอะ เพราะถึงยังไงก็เป็นหนังสือที่น่าอ่านอยู่ดี หรืออาจเป็นความตั้งใจของท่าน พระมหาบุญนาน ที่ต้องการจะสอดแทรกแง่คิดอย่างแนบเนียนก็เป็นได้

จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้จริง ๆ แล้วก็คือ การนำเสนอตัวอย่างของผู้นำจากเรื่องราวในยุคสามก๊ก ที่มีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่บอยสนใจ และเคยศึกษาอยู่แล้วด้วย พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับได้ตั้งสติอีกครั้ง มีหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ การกระทำ ที่เราเคยทำผิดพลาดไว้เมื่อตอนเป็นผู้นำ ซึ่งการนำของบอยก็เช่น นำเพื่อนในฐานะเพื่อน นำเพื่อนในฐานะหัวหน้าห้อง นำรุ่นน้องในฐานะรุ่นพี่ นำเด็กในฐานะผู้ใหญ่ นำลูกงานในฐานะพี่งาน ก็เลยอยากจะนำประโยชน์ที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มาเขียนไว้ เพื่อประโยชน์แก่ทุกท่าน และตัวเองในการย้ำเตือนใจ ซึ่งผมเชื่อว่า คนทุกคนย่อมที่จะเป็นผู้นำด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่านำใหญ่หรือนำเล็กก็สำคัญทุกนำไป

(*ขอยกมาเฉพาะหัวข้อหลักที่สำคัญแล้วกัน ที่เหลือไปตีความกันเอาเอง หากไม่เข้าใจ สงสัย ก็ถามกันมาได้)

คุณธรรม 4 ประการ ที่ผู้นำต้องมี

1.ความฉลาด

2.ความยุติธรรม

3.ความกล้าหาญ

4.รู้จักประมาณตน

 

คำพูดอันงดงาม 5 ประการ ที่ผู้นำต้องมี

1.พูดถูกกาลเทศะ

2.พูดความจริง

3.พูดอ่อนหวาน

4.พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์

5.พูดด้วยความเมตตา

 

คำว่าไม่ 3 คำ ที่ผู้นำต้องมี

1.ไม่โง่ - ต้องโตเป็น

2.ไม่ดื้อดึง - ฟังคนอื่นบ้าง จะได้เฉลียว

3.ไม่แล้งน้ำใจ - หมั่นตรวจตราดูแลผู้ตาม ให้กำลังใจบ้างก็ดี

 

อารมณ์ที่ควรข่มให้อยู่ในภาวะของผู้นำ

1.โกรธ

2.เกลียด

3.พยาบาท

4.โมโหร้าย

 

หลักธรรม 5 ประการ ที่ผู้นำต้องมี

1.สติ - บ่อเกิดแห่งปัญญา

2.สัมปชัญญะ - รู้ว่าทำอะไร เกิดประโยชน์อย่างไร

3.ปริสัญญุตา - รู้จักบริวาร

4.โยนิโสมนสิการ - ไตร่ตรอง คิดพิจารณา ฟังหูต้องไว้หู

5.เจโตปริยายญาณ - อ่านใจคนอื่นได้ ทายใจคนอื่นเป็น

 

เอาทั้งหมดเพียงแค่นี้ก็แล้วกัน แต่จริง ๆ ยังมีปัญญาอีกมากที่ควรแก่การจดจำ อันที่จริงไม่อยากจะบอกเป็นหัวข้ออย่างงี้เลยแฮะ เพราะกลัวว่าจะเป็นการท่องจำหัวข้อไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ อยากจะให้ศึกษาแล้วมองให้ทะลุซะมากกว่า ว่าสิ่งใดตนทำได้ และสิ่งใดตนเคยพลาด จะได้เอาไปเตือนสติไม่ทำอีก 

เอาเป็นขอสรุปเป็นปัญญาเลยก็แล้วกัน เพราะอันที่จริงมันไม่ยากหรอกถ้าเราเข้าใจในชีวิต ไม่จำเป็นต้องจำไอ้พวกข้างบนนี้ให้รกสมองหรอก เนื้อหาจริง ๆ มันก็เชื่อมโยงกันหมด เพียงแต่เราเอามาแตกแยกออกเป็นแขนงให้เสียจนวุ่นวายกันไปเอง จากจะง่ายกลับกลายเป็นยาก งั้นขอสรุปเลยละกัน "การที่จะเป็นผู้นำที่ดีนั้นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดใจคุยกันได้เลยยิ่งดี ไม่เสแสร้ง เปิดใจกว้าง รู้จักชีวิต รู้จักการประเมินสถานการณ์ ศึกษาคน รู้เขารู้เรา ทำสิ่งใดต้องประมาณตน คบคนมีปัญญา ห่างไกลคนพาล นอกจากนี้ก็ควรหมั่นศึกษาตำรับตำราไว้ให้มาก ๆ เพื่อมีความรู้ ใจต้องกล้า กล้าตัดสินใจแต่ต้องอยู่ในการฟังความเห็นอื่น เพื่อพิจารณาไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจแล้วต้องเด็ดขาด ไม่ประมาท ไม่ประเมินผู้อื่นว่าด้อยกว่า สำรวมกายใจ คิดดีทำดีทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แจ่มใสอยู่เสมอ มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ เลี้ยงคนให้เลี้ยงด้วยคุณธรรม อย่าเลี้ยงด้วยอำนาจ เงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์"

หลังจากที่บอยได้นำเสนอถึง หุ่นยนต์พิฆาตรุ่นต่าง ๆ ไปใน Entry ที่แล้ว ในคราวนี้บอยจะขอย้อนอดีตถึงตำนานหนังเรื่อง "คนเหล็ก" ตั้งแต่ภาคที่ 1 จนถึงภาค 4 กันสักหน่อยดีกว่า เผื่อว่าใครจะลืมหรือว่าไม่เคยได้ชมภาค 1 2 3 มาก่อน จะได้เข้าใจและสนุกไปกับการรับชมหนังเรื่อง "Terminator Salvation คนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก" (ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ MajorCineplex ด้วยครับ)  

The Terminator (1984)

            สกายเน็ต ส่งหุ่นยนต์สังหาร T-800  (รับบทโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) ย้อนเวลามายังโลกปัจจุบันเพื่อกำจัด ซาร่าห์ คอนเนอร์  (รับโดยโดย ลินดา แฮมิลตัน) แม่ของ จอห์น คอนเนอร์  ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นผู้นำกองกำลังกอบกู้โลก ในขณะเดียวกัน จอห์น คอนเนอร์  แห่งโลกอนาคตก็ส่ง ไคล รีส  (รับโดยโดย ไมเคิล บีห์น) นายทหารหนุ่มที่เป็นมนุษย์ ย้อนเวลากลับมาปกป้อง ซาร่าห์  และสุดท้าย ไคล รีส  ก็คือพ่อของ จอห์น คอนเนอร์  นั่นเอง

            ซาร่าห์ และไคล ร่วมกันกำจัด หุ่นยนต์สังหาร T-800 ได้สำเร็จ แต่โชคร้ายที่ไคล รีส เสียชีวิต ซาร่าห์  จึงต้องแบกรับภาระทั้งหมดในการหยุดยั้ง สกายเน็ต แต่เพียงลำพัง พร้อมทั้งต้องประคบประหงมลูกในท้องซึ่งเป็นความหวังเดียวของมนุษยชาติเอาไว้ด้วย

            The Terminator เป็นหนังทุนต่ำที่สร้างด้วยงบเพียง $6.4 ล้าน แต่กลับทำรายได้ทั่วโลกไปถึง $78 ล้าน (รายได้เฉพาะในอเมริกาอยู่ที่ $38 ล้าน) ด้วยความสำเร็จดังกล่าวทำให้ ผู้กำกับโนเนมอย่าง เจมส์ คาเมรอน ขึ้นทำเนียบเป็นนักทำหนังแถวหน้าของฮอลลีวู้ด ส่วน อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ พระเอกหุ่นพี่บึ้กของเรา ก็ก้าวขึ้นเป็นดาราระดับซูเปอร์สตาร์ และติดภาพลักษณ์ความเป็น “คนเหล็ก”  นับแต่นั้นเป็นต้นมา

Terminator 2 : Judgment Day (1991)

          จากหญิงสาวที่ไม่ภาษีภาษา ซาร่าห์ คอนเนอร์  ได้กลายเป็นหญิงแกร่งกร้านที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ด้วยความที่ยังโดนหุ่นยนต์สังหารและวันพิพากษาคอยตามหลอกหลอนอยู่ ทำให้เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา ทั้งการไปฝึกรบกับทหารรับจ้างในเม็กซิโก และฝึกให้ จอห์น คอนเนอร์  (รับบทโดย เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง) ลูกชายของเธอ รู้จักวิชาการต่อสู้และใช้อาวุธตั้งแต่เล็กๆ

          และในที่สุด สกายเน็ต  ก็ส่งหุ่นยนต์สังหารรุ่น T-1000  (รับบทโดย โรเบิร์ต แพทริค) ซึ่งหลอมเหลวเปลี่ยนรูปร่างเป็นอะไรก็ได้ มาตามล่าแม่ลูกคู่นี้ แต่ขณะเดียวกัน คอนเนอร์  ในอนาคตก็ส่งหุ่นยนต์ T-800  (ชวาร์เซเน็กเกอร์) ที่ถูกตั้งโปรแกรมใหม่แล้ว มาคุ้มครอง จอห์น  กับ ซาร่าห์  เช่นเดียวกัน เหตุการณ์จบลงตรงที่ พวกเขาสามารถถล่มห้องทดลองซึ่งเป็นที่เก็บชิ้นส่วนหุ่นยนต์ต้นแบบได้สำเร็จ พร้อมด้วยความหวังที่ว่า วันพิพากษาและโครงการ สกายเน็ต จะไม่เกิดขึ้น

          Terminator 2 ยังเป็นฝีมือการกำกับของ เจมส์ คาเมรอน ซึ่งคนเหล็กภาคนี้ถือเป็นหนังภาคระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด หนังใช้ทุนสร้างสูงถึง $100 ล้าน (ซึ่งถือเป็นงบที่สูงที่สุดในยุคนั้น) และกวาดรายได้ทั่วโลกไปแบบถล่มทลายกว่า $520 ล้าน (รายได้เฉพาะในอเมริกาอยู่ที่ $200 ล้าน)  แถมยังคว้าออสการ์ไปครองด้วยอีก 4 รางวัล โดยหนังภาคนี้ ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ๊คชั่นที่ตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น แต่ยังมีจุดเด่นที่เนื้อหาซึ่งพูดถึงด้านมืดของเทคโนโลยีและความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ด้วย
         
          สำหรับในบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิด ในยุคแรกๆ ที่แผ่น Laser Disc  เพิ่งเริ่มเข้ามาตีตลาด หลายๆ คนถึงขนาดต้องขวนขวายไปหาซื้อแผ่น Laser Disc  คนเหล็กภาค 2 มาลองทดสอบดูว่าภาพและเสียง จะกระหึ่มคมชัด ตื่นตาตื่นใจ ขนาดไหน

Terminator 3 : Rise of the Machines (2003)

            หลังจากที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวันพิพากษา บัดนี้ ซาร่าห์ คอนเนอร์  ได้เสียชีวิตลงแล้ว จะเหลือก็แค่ จอห์น คอนเนอร์  ในวัย 25 ปี (รับบทโดย นิค สตัห์ล) ที่ต้องเอาตัวให้รอดโดยปราศจากแม่ผู้มีจิตใจแข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง และแล้ว T-X  (รับบทโดย คริสแทนน่า โลเค่น) หุ่นยนต์สังหารสาวรุ่นใหม่สุดไฮเทค ก็ถูกส่งย้อนเวลากลับมาเพื่อสังหาร คอนเนอร์

             อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่เป้าหมายเดียวที่ สกายเน็ต  หวังจะกำจัดอีกแล้ว แต่ยังมี เคต บริวสเตอร์  (รับบทโดย แคลร์ เดนส์) สัตว์แพทย์สาวว่าที่ภรรยาและผู้ช่วยของจอห์นในอนาคต ด้วยอีกคน ส่วนหุ่นยนต์ที่ถูกส่งมาปกป้องพวกเขาคือ T-850  (ชวาร์เซเน็กเกอร์) หุ่นยนต์ที่พัฒนามาจาก T-800 หุ่นยนต์รุ่นตกกระป๋องในภาคก่อนๆ นั่นเอง

            Terminator 3 เป็นฝีมือการกำกับของ โจนาธาน มอสโทว์ ใช้ทุนสร้างมหาศาลกว่า $200 ล้าน ถึงแม้จะเป็นภาคที่แฟนๆ ชอบกันน้อยที่สุด แต่หนังก็ยังกวาดรายได้จากแฟนๆ คนเหล็กทั่วโลกไปกว่า $443 ล้าน

Terminator Salvation : The Future Begins (2009)

            เหตุการณ์เกิดขึ้นในโลกอนาคตหลังวันพิพากษาในปี 2018 ซึ่งเป็นเวลา 14 ปีหลังจากโลกถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ในขณะที่กองทัพหุ่นยนต์ออกไล่ล่าเพื่อกำจัดมนุษยชาติให้สิ้นซาก ฝ่ายมนุษย์เองก็มีชีวิตอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันเป็นองค์กรลับในการโจมตีกองทัพหุ่นยนต์ให้สูญสิ้นไปเช่นกัน และ จอห์น คอนเนอร์  (รับบทโดย คริสเตียน เบล) ก็คือ ชายคนเดียวซึ่งเป็นความหวังที่จะช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดต่อไปได้

            ใน Terminator 4 นี้ คอนเนอร์ จะได้พบกับ มาร์คัส ไรท์  (รับบทโดย แซม เวิร์ทธิงตัน) ชายหนุ่มลึกลับผู้ที่ความทรงจำครั้งสุดท้ายของเขาก็คือการอยู่ในแดนประหารนักโทษ แล้วความเชื่อของ คอนเนอร์ ก็ต้องถูกท้าทาย เมื่อพบว่า มาร์คัส คือผู้ที่ถูกส่งตัวข้ามกาลเวลามาช่วยเขา แต่จากเวลาช่วงไหนล่ะ อดีตหรืออนาคตกันแน่ และเมื่อสกายเน็ตเตรียมการที่จะกวาดล้างมนุษย์ครั้งสุดท้าย คอนเนอร์ กับ มาร์คัส ต้องผนึกกำลังกันเดินทางฝ่าอันตรายสู่ใจกลางของ สกายเน็ต ที่ซึ่งพวกเขาได้ค้นพบความลับอันน่ากลัวที่อยู่เบื้องหลังการทำลายล้างมนุษยชาติ โดยหุ่นยนต์ที่เราจะได้เห็นใน Terminator 4 จะเป็นหุ่นยนต์รุ่น T-600  และ T-700  ซึ่งจะดูล้าสมัยกว่าภาคที่ผ่านๆ มา เพราะในปี 2018 วิวัฒนาการยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นที่จะสร้างหุ่นยนต์ที่ไฮเทคกว่านั้น (จำได้หรือเปล่าว่าหุ่นยนต์ T-800  ของ อาร์โนลด์ ในภาคแรก มาจากปี 2029 โน่น)

           Terminator 4 เป็นฝีมือการกำกับของ แม็คจี เจ้าของผลงานหนังแอ็คชั่นบ้าพลังอย่าง Charlie’s Angels  ทั้ง 2 ภาค นี่จะเป็นหนังคนเหล็กเรื่องแรกที่เล่าเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในโลกอนาคต นอกจาก ฉากแอ็คชั่นมโหฬารระดับพินาศวอดวายที่มีให้ลุ้นระทึกกันเกือบตลอดทั้งเรื่องแล้ว เราจะได้เห็น สกายเน็ต  ในโลกอนาคตแบบเต็มๆ เสียที หลังจากโผล่มาให้เห็นแว่บๆ ในภาคก่อนๆ รวมถึงจะได้รู้ที่มาที่ไปของหุ่นรุ่น T-800  ของเฮีย อาร์โนลด์ อีกด้วย